“สาวราชภัฏปี 4” ดิ่งตึกเรียนดับ
สลด นักศึกษาสาวปี 4 กระโดดอาคารเรียนชั้น 15 เสียชีวิตอนาถ ก่อนเกิดเหตุไม่มีใครเห็นผู้ตายนำกระเป๋าสะพายและรองเท้าวางไว้ข้างผนัง ก่อนปีนช่องหน้าต่างบานกระจกที่เปิดคาไว้แล้วทิ้งตัวลงไป ร่างลอยละลิ่วกระแทกพื้นลานจอดรถสิ้นใจคาที่ พบเมื่อปี 62 เคยเกิดเหตุนักศึกษาหนุ่มใช้ช่องหน้าต่างเดียวกันฆ่าตัวตายมาแล้ว เหตุสลดนักศึกษาสาวปี 4 กระโดดตึกชั้น 15 เสียชีวิต เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ก.พ. ร.ต.อ.สถาพร ดวงสี รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งเหตุนักศึกษาหญิงกระโดดอาคารเรียนเสียชีวิต ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง จ.นครปฐม ไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จ.นครปฐม พ.ต.อ.ภูภณ ทรัพย์เจริญ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม แพทย์เวรโรงพยาบาลนครปฐม หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 7 จุดเกิดเหตุอยู่หลังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา เป็นตึก 15 ชั้น บริเวณลานจอดรถพบศพนักศึกษาปี 4 สภาพสวมเสื้อสีขาวทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาวสีดำของมหาวิทยาลัย กางเกงวอร์มขายาวสีดำ ตรวจสอบบนช่องหน้าต่างชั้น 15 พบหน้าต่างบานกระจกเปิดคาไว้ ตำรวจขึ้นไปตรวจสอบบริเวณหน้าต่างชั้น 15 พบรองเท้าผ้าใบสีขาว 1 คู่ กระเป๋าผ้าสะพายข้าง 1 ใบ ในกระเป๋าสะพายพบกระเป๋าสตางค์และเอกสารบัตรต่างๆวางอยู่ เบื้องต้นคาดว่าจุดที่นักศึกษากระโดดน่าจะเป็นหน้าต่างช่องที่ 2 ที่เปิดอ้าอยู่
สอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหญิงที่คอยดูแลตึก 15 ชั้นทราบว่า ปกติทุกเช้าในวันเปิดเรียนจะมีแม่บ้านมาเปิดประตูอาคารหลังดังกล่าวและคอยปิดอาคารหลังนักศึกษาเลิกเรียนกลับบ้านหมดแล้ว อาคารหลังนี้มีนักศึกษาเดินเรียนทุกชั้นทุกห้อง ส่วนบริเวณชั้น 15 มีคนเดินขึ้นลงอยู่ตลอด ส่วนช่องหน้าต่างชั้น 15 ที่เปิดคาไว้เพื่อระบายอากาศ เนื่องจากช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว ไม่มีใครคาดคิดว่านักศึกษาจะกระโดดลงไปเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบสาเหตุที่นักศึกษาสาวรายนี้กระโดดลงมา ต้องรอสอบปากคำพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงเพื่อนนักศึกษาด้วยกันว่าผู้ตายมีความเครียดและเล่าถึงปัญหาต่างๆให้ฟังบ้างหรือไม่ มีรายงานว่า สำหรับตึก 15 ชั้นหลังนี้ เมื่อปี 2562 เคยมีนักศึกษาชายกระโดดตึกฆ่าตัวตายในชั้นเดียวกันและช่องหน้าต่างเดียวกันมาแล้ว กระทั่งมาเกิดเหตุนักศึกษาสาวกระโดดตึกเสียชีวิตอีกราย ทำให้นักศึกษาต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุสลดที่เกิดขึ้นซ้ำสอง
ที่มา : ไทยรัฐ


